you can swallow a pint of blood before you get sick...

บ้านพักผ่อนใบชนบท

บ้านพักผ่อนต่างอากาศ ฟังชื่อแล้วอาจจะดูเหมือนว่าเป็นบ้านของเศรษฐีเท่านั้น แต่ทุกวันนี้คนชั้นกลางหลายคนก็วางแผนจะมีบ้านพักผ่อนในชนบทเพราะมีที่ดินอยู่แล้ว หรือบางคนก็วางแผนไว้ว่าหลังเกษียณจะไปปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ ในชนบทเป็นเรือนตาย ดังเห็นได้จากจดหมายจากผู้อ่านขอแบบบ้านพักผ่อนในชนบทมามากมาย เราจึงรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับบ้านดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้

บ้านพักผ่อนในชนบทก็คล้าย ๆ กับบ้านตากอากาศดังนั้นรูปลักษณ์และส่วนใช้สอยต่าง ๆ น่าจะแตกต่างจากบ้านอยู่อาศัยในเมือง โดยความแตกต่างนั้นอยู่ที่สองลักษณะใหญ่ ๆ คือวัสดุก่อสร้างและตกแต่งกับส่วนใช้สอย ขอพูดถึงส่วนใช้สอยก่อน

ส่วนใช้สอยก็คือห้องและบริเวณต่าง ๆ ของบ้าน ถ้าบ้านอยู่อาศัยถาวรในเมืองมีห้องทุกอย่างครบ บ้านพักผ่อนในชนทบก็จะมีทุกอย่างครบ ยกเว้นหรืออาจยกเว้นห้องและบริเวณต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • - ห้องทำงาน ห้องสมุด
  • - ห้องพระ
  • - ห้องชมภาพยนตร์ ฟังเพลง
  • - ห้องทำงานบ้าน
  • - ห้องครัวหนัก
  • - ห้องรับแขก
  • - ห้องเก็บของ
  • - สระว่ายน้ำ

อาจจะแปลกใจเกี่ยวกับห้องรับแขก เพราะจริง ๆ แล้วห้องรับแขกที่มีชุดโซฟาวางอยู่นั้นจะใช้เป็นห้องพักผ่อน - นั่งเล่นมากกว่า และถ้ามีแขกจริง ๆ ก็จะใช้เป็นห้องรับแขกไปในตัว ส่วนห้องเก็บของนั้น บ้านตากอากาศจะมีหรือไม่ก็ได้ แต่จะไม่กันไว้เป็นห้องใหญ่

ห้องนั่งเล่นในบ้านพักผ่อนนั้น ควรกำหนดเป็นห้องใหญ่ มีชุดโซฟา 1 - 2 ชุด มีบริเวณกว้าง เพราะเราจะใช้บริเวณนี้สำหรับการพักผ่อนมากกว่ากิจกรรมอื่นที่สำคัญคือ เราจะกำหนดระเบียงหรือ เทอเรซสำหรับใช้สอยเป็นสำคัญมากกว่าบ้านอยู่อาศัย โดยใช้เป็นบริเวณอเนกประสงค์ ซึ่งจะเห็นบรรยากาศโดยรอบมากกว่าจะอยู่ภายในบ้านอย่างเดียวซึ่งเป็นกิจกรรมหลังของการใช้บ้านพักผ่อนในชนบท ดังนั้นเราจะเห็นระเบียง เฉลียง หรือชานในบ้านตากอากาศอยู่เสมอ โดยจะเห็นเป็นส่วนต่อเนื่องกับห้องนั่งเล่น ห้องอาหาร และห้องนอน

สระว่ายน้ำ ความจริงสระว่ายน้ำเป็นส่วนใช้สอยเพื่อสันทนาการ จึงเหมาะกับบ้านตากอากาศ แต่อยู่ที่ว่าจะคุ้มค่าแก่การลงทุนและการใช้สอยมากเท่าใด ตลอดจนขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของท่านเจ้าของบ้านด้วยเราจึงเห็นสระว่ายน้ำในบ้านตากอากาศของพวกมหาเศรษฐีเป็นส่วนใหญ่

ห้องครัวหนักที่ระบุมานั้น หมายถึงครัวแบบจีนแบบไทยที่ใช้ต้มยำทำแกงพะแนงผัดกันกลิ่นควันโขมง ซึ่งการใช้ชีวิตตากอากาศนั้นคงไม่ใช้เวลากับการปรุงอาหารดังกล่าวมากนักนอกจากเป็นกลุ่มสังคมชั้นสูงที่มีบริวารรอบข้าง

ลักษณะการปลูกสร้างบ้านพักผ่อนที่หมายถึงการลงทุนนั้นมีอยู่สองลักษณะคือ ปลูกสร้างเองกับทำเป็นโครงการ ทั้งสองลักษณะจะมีแนวคิดในการออกแบบตัวบ้านไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นขนาดเท่าใดก็ตาม แต่โครงการจะมีพิเศษกว่าคือ ต้องวางผังรวมทั้งโครงการ มีส่วนกลางที่ใช้เป็นส่วนสันทนาการได้แก่ สโมสร สระว่ายน้ำ ภัตตาคาร ลักษณะโครงการเป็นทั้งขายขาดและให้เช่าเหมือนโรงแรม

เรื่องที่น่าสนใจก็คือ การออกแบบและการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างและตกแต่งอาคาร เพราะบ้านพักผ่อนจะเน้นรูปลักษณ์และใช้วัสดุในเชิงธรรมชาติ ได้แก่ ไม้ ตอไม้ ปีกไม้ หินก้อน หินแผ่นและกรวด ขอพูดถึงแนวความคิดในการออกแบบก่อน

แนวคิดในการออกแบบ

  • - บ้านตากอากาศมักทำเป็น1 - 2 ชั้น หรือเป็นบ้านเล่นระดับ
  • - การกำหนดส่วนใช้สอยต่าง ๆ จะเป็นไปตามความจำเป็นและความต้องการ ตามสภาพกิจกรมหรือสภาพการใช้สอยนั้น ๆ ส่วนใหญ่แล้วเพื่อการพักผ่อนและสันทนาการ
  • - การวางผังห้องและส่วนใช้สอยต่าง ๆ หากไม่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่และงบประมาณแล้วจะกำหนดให้ห้องต่าง ๆ มองเห็นทิวทัศน์ได้โดยรอบ เน้นนำธรรมชาติสภาพพื้นที่ ณ บริเวณนั้นให้ใกล้ชิดหรือสัมผัสได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ด้วยความเป็นสัดส่วนของห้องต่าง ๆ ตามสภาพการใช้สอยนั้น
  • - ตำแหน่งที่ตั้งและการจัดวางห้องต่างๆ มักเป็นไปตามสภาพพื้นที่ ที่ราบ ที่สูงต่ำ เช่น เชิงเขา ที่เนิน ที่ริมน้ำ ลำธาร ทั้งนี้เพื่อความกลมกลืนและสัมผัสกับธรรมชาติ ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ ความคุ้มในการก่อสร้าง และความสะดวกในการใช้สอย
  • - นอกจากศักยภาพในการมองเห็นทิวทัศน์และสัมผัสกับธรรมชาติแล้ว ความเป็นสัดส่วนการรับลม กันแดดฝน ก็เป็นสิ่งจำเป็น

แนวคิดการใช้วัสดุในการก่อสร้างและตกแต่ง

  • - โครงสร้างที่ใช้เป็นมาตรฐาน คือคอนกรีตเสริมเหล็ก ในพื้นที่ที่หาไม้ได้ง่าย ได้ขนาด ได้อายุก็นำมาใช้เป็นวัสดุโครงสร้างได้ดีซึ่งเป็นการใช้โดยเฉพาะหรือใช้ผสมกันคอนกรีตเสริมเหล็ก
  • - โครงสร้างรองและโครงสร้างประกอบกับโครงสร้างหลัก ควรใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น หินก้อน ตอไม้ ต้นไม้
  • - วัสดุบุผิวพื้น ควรใช้วัสดุท้องถิ่นหรือผลิตภัณฑ์พื้นบ้านวัสดุธรรมชาติแปรรูป เช่น กระเบื้องดินเผา หินแผ่น หินก้อนกรวด ปีกไม้ ไม้แผ่น อิฐ ศิลาแลงหรือใช้ปูนซีเมนต์ฉาบผิวหยาบอย่างธรรมชาติ
  • - วัสดุมุงหลังคา เน้นการใช้วัสดุพื้นบ้าน วัสดุธรรมชาติแปรรูป เช่น หลังคาดินเผา กระเบื้องว่าว กระเบื้องหางเหยี่ยวแป้นเกล็ด กระเบื้องลอนดินเผา (กระเบื้องกาบกล้วย)

แนวคิดรูปแบบของตัวบ้าน

ตามปกติบ้านตากอากาศจะไม่เน้นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมใด ๆ โดยชัดเจนนัก นอกจากรูปแบบที่เป็นสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางหลักในการออกแบบรูปลักษณ์ของอาคาร โดยเราจะเห็นว่าลักษณะสำคัญของสถาปัตยกรรมท้องถิ่นนั้นจะเกิดจากความต้องพื้นฐานในการใช้สอยและกันแดดฝน เช่น หลังคาจั่ว ระเบียง ชาน การยกพื้น และการก่อสร้างโดยวัสดุท้องถิ่น วัสดุธรรมชาติ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

สีที่ใช้มักจะเป็นสีที่มีพื้นฐานจากธรรมชาติ ได้แก้ สีอิฐ สีเปลือกไม้ ต้นไม้ สีของกรวด หิน ทราย และใช้สีพื้น เช่น สีขาว สีครีม สีน้ำตาลอ่อน สีเทา ข้อจำกัด คือ บ้านในชนทบที่ดีควรจะกลืนหายไปกับธรรมชาติ ไม่ใช่โดดเด่นออกมาจากธรรมชาติ

แนวคิดการตกแต่งภายใน

การตกแต่งภายในบ้านตากอากาศนั้นยังคงเน้นความเป็นธรรมชาติ โดยการใช้วัสดุตกแต่งก่อสร้างทั้งสีสันที่เป็นธรรมชาติเราจึงเห็นบ้านตากอากาศมักจะตกแต่งด้วยไม้ ปีกไม้ แผ่นไม้ ตอไม้ หิน กรวด ซีเมนต์ทาสี ฝ้า ฝา กระเบื้องแผ่นเรียบ แผ่นยิปซัมทาสี

รูปแบบของเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ก็คงเน้นรูปลักษณ์และวัสดุธรรมชาติ เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้ ผ้าฝ้าย ผ้ากระเบื้อง กระเบื้องดินเผา กระเบื้องเคลือบธรรมชาติ หิน วัสดุตกแต่งมักใช้ของพื้นเมืองของที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ มีข้อคิดอย่างหนึ่งคือ วัสดุธรรมชาตินั้นมักจะมีเส้นสายที่เป็นอิสระ บางครั้งเมื่อนำมาวางรวมกันอาจดูยุ่งเหยิง สีสันก็มักจะเป็นสีหนัก ๆ เช่น สีของไม้หรือหิน บางครั้งเราควรสลับจังหวะการจัดวางด้วยเฟอร์นิเจอร์เรียบ ๆ โปร่ง ๆ สีสว่างบ้าง หรืออาจทำผนังสีขาวเรียบบ้างในบางจุดแทนที่จะทำผนังปีกไม้ทั้งหมดเป็นต้น ลองนึกภาพบ้านปีกไม้ที่มีพื้นเป็นไม้ เพดานเป็นไม้และใช้เฟอร์นิเจอร์จากเกวียนเก่า ๆ ทั้งหมดดู จะเห็นว่าเป็นบ้านที่มีสีหนักเกินไป มีเส้นยุ่งเหยิงเกินไป ทั้งเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นยังมีน้ำหนักมากเกินไปด้วย เรื่องน้ำหนักของเฟอร์นิเจอร์ก็เป็นเรื่องสำคัญ เฟอร์นิเจอร์ธรรมชาติมักจะมีน้ำหนักมาก ควรหาเฟอร์นิเจอร์ชนิดอื่น ๆ วางสลับบ้าง

บ้านพักผ่อนในชนทบย่อมเป็นบ้านที่ไม่ได้ใช้ชีวิตเป็นทางการหรือเร่งรัดเหมือนสังคมเมืองการออกแบบวางผังจึงมีลักษณะลำลอง เช่นเดียวกับการก่อสร้างที่แม้จะมีความแข็งแรงทนทานแต่ไม่จำเป็นต้องประณีตทุกกระเบียดนิ้ว และทำเลที่ตั้งนั้นจะอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติของป่าเขา หุบเขา เชิงเนิน ชายหาด ชายทะเล ริมแม่น้ำลำธาร บริเวณเหล่านี้จึงไม่ใช่ที่ราบเรียบเสอมไปการเลือกซื้อที่จึงพิจารณาที่ทำเลดังกล่าวเป็นหลัก เพราะเป็นทำเลที่ได้เปรียบในเชิงความยามมากกว่าที่ราบเรียบประเภทเรือกสวน ไร่นา อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของบ้านมีความเข้าใจก็อาจทำที่ราบนั้นให้ดูดีได้ บางบ้านอาจใช้ทุ่งนาเป็นฉากประกอบบ้าน ขุดสระน้ำเสริม หรือเลือกบริเวณที่มีทางน้ำผ่านก็จะดูดีมาก หรือบ้านในสวนก็อาจทำบ้านคร่อมร่องสวน ทำลาน เฉลียง ยกพื้นสูงแบบบ้านสมัยโบราณ โดยให้เฉลียงนั้นโอบล้อมต้นไม้ในสวนไปเลย ก็จะทำให้บ้านน่าอยู่ดูเป็นธรรมชาติได้เช่นกัน

สรุป สิ่งสำคัญในการสร้างบ้านพักผ่อนในชนทบ คือ

  • - พยายามใช้วัสดุในท้องถิ่นและใช้ช่างในท้องถิ่น
  • - รูปแบบของบ้านไม่ควรโดดเด่นเกินธรรมชาติ ไม่ว่าท่านจะมีเงินสร้างบ้านใหญ่โตขนาดไหนก็ตาม ต้องให้ธรรมชาติเป็นพระเอก
  • - เนื้อที่ใช้สอยอาจวางสลับกับบ้านในเมืองโดยสิ้นเชิงเลยก็ได้ เช่น ครัวอยู่หน้าบ้าน ห้องน้ำอยู่นอกบ้าน ไม่มีหลังคา เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสุขของท่านเป็นเกณฑ์
  • - ถ้าใช้ช่างท้องถิ่นทำงานให้ท่าน ไม่ควรนำเทคนิคและวัสดุที่ใช้ในเมืองไปให้เขาทำ เพราะส่วนใหญ่เขาจะทำไม่ได้ แล้วท่านจะปวดศีรษะ ทางที่ดีควรไปศึกษาว่าช่างในท้องถิ่นนั้นเขาปลูกบ้านกันอย่างไร ใช้อะไรปลูก แล้วนำมาดัดแปลงใช้กับบ้านท่าน จะมีความสุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย
  • - บ้านชายทะเลไม่ควรใช้โลหะประเภทไม่ทนสนิม เพราะมันจะเป็นสนิมหากเลือกใช้ทองเหลืองหรือสเตนเลสได้ก็จะดี แต่สเตนเลสดูไม่เป็นธรรมชาตินักทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการใช้โลหะกับบ้านชายทะเลจะดีกว่า
  • - บ้านที่ปลูกในพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติ ควรยกระดับให้สูงจากพื้นพอสมควร เพราะนอกจากจะทำให้ท่านได้เห็นวิวกว้างไกลแล้ว ยังปลอดภัยจากสัตว์ร้ายทั้งน้อยใหญ่ ซึ่งมีอยู่ชุกชุม
  • - บ้านชายทะเล ก่อนจะซื้อที่ดิน ควรศึกษาแนวน้ำขึ้นน้ำลงและการกัดเซาะของน้ำให้ดี บางแห่งอาจต้องทำเขื่อน หาไม่เมื่อท่านปลูกบ้านทิ้งไว้ เมื่อกลับมาดูอีกครั้ง บ้านของท่านที่เคยอยู่บนเนินทราย อาจจะกลายเป็นบ้านที่ปลูกอยู่ริมหน้าผาสูงชัน พร้อมจะถล่มลงในทะเลเมื่อใดก็ได้ เพราะธรรมชาติชายหาดนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ท่านควรเฝ้าดูนาน ๆ ก่อนซื้อ
  • - หากท่านไม่มีข้าทาสบริวารเฝ้าบ้านยามท่านเข้าเมือง ก็จำเป็นต้องตีซี้กับลุงป้าน้าอาข้างบ้าน เพื่อนบ้านสำคัญมากสำหรับบ้านในชนทบ เขาอาจช่วยท่านเฝ้าบ้าน ทำกับข้าว เก็บผักเก็บหญ้ามาให้ท่านรับประทาน หากท่านปลูกเองไม่เป็น ท่านก็อาจต้องตอบแทนเขาบ้างตามสมควรและเลือกเพื่อนบ้านไปพร้อม ๆ กับเลือกทำเลปลูกบ้าน

ในกรณีนี้มีข้อแนะนำว่าหากท่านเลือกทำเลที่เขาจัดสรรไว้แล้วจะสะดวกมาก เพราะท่านเลือกเพื่อนเลือก

เพื่อนบ้านได้ อีกวิธีหนึ่งก็คือ ชวนพรรคพวกที่มีรสนิยมเดียวกับท่านมาปลูกบ้านอยู่ในกลุ่มเดียวกัน และช่วยดูแลซึ่งกันและกัน

  • - ควรศึกษากฎหมาย กฎบัญญัติต่าง ๆ ในท้องที่ให้ชัดเจนโดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินเพราะหากท่านซื้อที่ปลูกบ้านไปแล้ว ปรากฏว่าที่นั้นเป็นที่ ส.ป.ก.ไป ท่านจะลำบากหากท่านไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโตในคณะรัฐบาล
  • - ก่อนซื้อที่สำหรับปลูกสร้างบ้านพักผ่อน ไม่ว่าที่ใด ๆ ก็ตามควรไปดูหลาย ๆ ครั้ง หากปักกลดกางเต็นท์ ทำกระโจมนอนดูเลยได้ก็จะดี ท่านจะเล็งเห็นถึงธรรมชาติโดยรวม มุมโปร่ง มุมอับ ทางน้ำ ทางดินถล่ม ทางเสือผ่าน จอมปลวก ฯลฯ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบบ้านได้ดี
February 26th, 2008 by admin | 1 Comment »

รู้ไว้ไม่ต้องซ่อม

ถ้าพูดถึงการซ่อมแซมบ้าน คงจะแบ่งได้ 2 ประเด็น ประเด็นที่หนึ่งคือ ส่วนที่เป็นตัวบ้านทั้งหมด และประเด็นที่สองคือ ส่วนที่เป็นงานระบบทั้งหมด เรื่องราวต่อไปนี้จะกล่าวถึงองค์ประกอบของตัวบ้านและงานระบบที่มีโอกาส มีส่วนที่จะสร้างปัญหาต่าง ๆ ให้ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขหรือซ่อมแซม เมื่อทราบรายละเอียดแล้ว งานปรับปรุงแก้ไขหรือซ่อมแซมก็จะน้อยลง เพราะสามารถทำให้ถูกกรรมวิธีหรือป้องกันเอาไว้ เริ่มกันที่ตัวบ้านก่อน

พื้นลื่น เพราะใช้วัสดุปูพื้นผิดประเภท โดยเฉพาะพื้นภายนอกบ้านหากเป็นระเบียง เฉลียง เช่น ใช้แกรนิตขัดมันในที่ที่ถูกฝน ใช้กระเบื้องเซรามิกผิวมันแทนที่จะใช้ผิวหยาบ เป็นต้น

พื้นทรุด ปัจจุบันพื้นภายในบ้านมักไม่ทรุด เพราะก่อสร้างโดยใช้พื้นสำเร็จรูปวางบนคาน ถ้าคานและเสาไม่ทรุดพื้นก็จะไม่มีทางทรุด ส่วนพื้นภายนอกนั้น มักจะทรุดเนื่องจากวิธีการก่อสร้าง โดยการตอกเข็มที่ยาวไม่เท่ากัน ทำให้พื้นมีการทรุดตัวแตกต่างกันระหว่างภายนอกกับภายใน ทำให้เห็นรอยแยกของพื้นภายนอกต่ำจากระดับที่เคยเป็น และพื้นจะทรุดตัวลงเรื่อย ๆ จนกว่าจะทรุดตัวเต็มที่การแก้ปัญหาคือ ปล่อยให้พื้นทรุดตัวเต็มที่โดยสังเกตว่าระดับที่ทรุดตัวนั้นไม่มากขึ้นอีก จากนั้นซ่อมแซมรอยแยกของพื้นหรือแนววัสดุบุผิวที่แตกให้เรียบร้อยโดยการเปลี่ยนใหม่ 

พื้นชื้น ฟังดูแปลก ๆ คือพื้นที่มีความชื้นผ่านขึ้นมา ทำให้วัสดุบุผิวที่เป็นไม้หรือวัสดุใด ๆ ที่ไม่ทนความชื้นเกิดการบวมพองผิดรูป ลักษณะเช่นนี้มักเกิดจากพื้นที่วางอยู่ในระดับดิน หรือถมดินสูงอยู่ใต้ผิวพื้นนั้น วิธีป้องกันก็คือ ใช้แผ่นพลาสติกปูพื้น (ผิวดิน) ก่อนที่จะเทพื้น (คอนกรีต) หรือวางพื้นสำเร็จรูป หลังจากเทพื้นแล้วก่อนปูวัสดุบุผิวต้องเทพื้นทับหน้าเพื่อหาระดับราบ เพื่อเพิ่มระดับตามต้องการ และช่วยกันความชื้นได้อีกขั้นหนึ่ง แต่การเทพื้นทับหน้าดังกล่าวต้องเป็นไปตามกรรมวิธีของการปูวัสดุบุพื้นผิวนั้น ๆ

การแก้ปัญหา หากวัสดุบุผิวมีอาการบวมผิดรูปและหลุดล่อนอันเนื่องมาจากความชื้นใต้ผิวพื้นนั้น คงจะมีทางเดียวคือรื้อทิ้งตามบริเวณที่เป็น แล้วทาพื้นที่ชื้นด้วยวัสดุกันชื้น แล้วจึงปูหรือกรุวัสดุกรุผิวลงไปใหม่

สีล่อน ปัญหานี้เราพบกันบ่อยทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากความชื้นจากผิวดินจากพื้นชั้นล่างที่ค่อย ๆ ซึมผ่านผิวพื้นนั้นผ่านผนังขึ้นมา จึงทำให้สีล่อน สีทาผนังส่วนใหญ่มักเป็นสีพลาสติก (สีผสมน้ำ) จึงหลุดล่อนได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อทาบนพื้นผิวที่ชื้น สีจะไม่แห้งและเกาะติดผิวพื้นนั้น ทำให้ล่อนในที่สุด การป้องกันคือ ต้องทาสีรองพื้นบนผิวพื้นที่แห้งสนิท สะอาด ไม่มีคราบน้ำ น้ำมัน ฝุ่นผง จากนั้นทาทับด้วยสีพลาสติก แต่ถ้าพบสีที่หลุดล่อนแล้วจะต้องแก้ไขโดยขูดลอกสีที่หลุดล่อน (เป็นแผ่น) นั้นออก แล้วทิ้งให้ผิวพื้นนั้นแห้งสนิท ทาสีรองพื้น แล้วตามด้วยสีพลาสติก แต่ถ้าเป็นผิวพื้นที่มีโอกาสเปียกชื้นอยู่เสมอควรใช้สีกันเชื้อรา

อย่างไรก็ตาม ผิวพื้นบางแห่งอาจหมดสภาพเนื่องจากความชื้น เช่น ผนังอิฐมอญก่อ ผนังไม้ที่ผุกร่อน จำเป็นต้องแก้วัสดุนั้นก่อน

ประตูหน้าต่างปิดไม่ได้ ส่วนใหญ่เกิดมาจากประตูหน้าต่างนั้น ๆ ทำด้วยไม้จึงมักจะบวมหรือขยายตัว ทำให้มีขนาดใหญ่กว่าวงกบ สุดท้ายก็ต้องเฉือนหรือไสออก คงเป็นเรื่องยากที่จะหาประตูหน้าต่างไม้ที่ทำมาจากไม้ที่แห้งสนิท ไม่มีการยืดขยาย ปัจจุบันจึงมีประตูหน้าต่างทำจากวัสดุสังเคราะห์ ทำจากพีวีซี ซึ่งทนความเปียกชื้นและไม่ขยายตัว

อีกประการหนึ่งคือ ประตูหน้าต่างตก “ตก” ในที่นี้คือบานพับที่ยึดประตูหน้าต่างผิดขนาด ผิดตำแหน่งและจำนวน ทำให้รับน้ำหนักประตูหน้าต่างนั้น ๆ ไม่ได้จึงเอียงตัวลง (บ้าง) เมื่อปิดจึงไม่ตรงกรอบวงกบ วิธีแก้คือ เปลี่ยนขนาด ขนิดบานพับแบบมีแหวนรองที่แกนบานพับ ใช้บานพับอย่างดี และควรใช้บานพับตอนบนให้มากกว่าตอนล่างของประตูหน้าต่าง ทั้งนี้เพื่อรับน้ำหนักได้โดยตรง

ในกรณีที่เป็นประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมเราจะพบปัญหาของการตกรางเลื่อนหรือเลื่อนลำบาก เนื่องจากเดือยหรือลูกรอกสำหรับเลื่อนตามรางผิดขนาด รับน้ำหนักประตูนั้น ๆ ไม่ได้ และอาจเป็นของราคาถูก คุณภาพจึงไม่ดี การแก้ไขคือ เปลี่ยนระบบลูกรอกเป็นอย่างดี หรือเปลี่ยนระบบรางเลื่อนทั้งหมดเป็นอย่างดี นอกจากนี้การออกแบบประตูที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติมาก ทำให้มีน้ำหนักมาก เป็นปัญหากับระบบรางเลื่อน จึงต้องพิจารณาขนาดที่เหมาะสมตามมาตรฐานหรือใหญ่กว่ามาตรฐานไม่มากนัก

น้ำซึมตามวงกบ น้ำกับตัวสถาปัตยกรรมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายกรณี และเป็นสิ่งที่ต้องป้องกันแก้ไขมากที่สุด ปัญหาหนึ่งก็คือน้ำซึมตามวงกบ โดยเฉพาะวงกบอะลูมิเนียม เนื่องจากไม่ยาแนวให้แน่นหนา หลายครั้งเกิดจากน้ำไหลไปตามแนววงกบและซึมลงร่องภายในวงกบ แล้วมาไหลออกบริเวณจุดหักมุมจุดเชื่อมต่อต่าง ๆ น้ำจึงไหลเข้าภายในอาคารได้เสมอ เราจึงต้องใช้ซิลิโคนยาแนวเชื่อมต่อเหล่านี้ด้วย ทั้งบนบริเวณที่น้ำไหลเข้าและไหลออก บ่อยครั้งที่ผู้ติดตั้งอะลูมิเนียมจะลืมนึกถึงบริเวณเหล่านี้ เช่นเดียวกับมาตรฐานในการทำงานซึ่งต่ำหลายครั้งจะไม่สนใจในประเด็นดังกล่าว

น้ำขัง น้ำขังในที่นี้หมายถึงผิวพื้นของอาคารไม่ราบเรียบและไม่เทลาดเอียงไปยังท่อระบายน้ำ ปัญหาน้ำขังบนพื้นอาคารจึงพบเห็นได้บ่อย สาเหตุก็คือไม่มีการจับระดับหรือทำพื้นให้ลาดเอียงไปยังปากท่อระบายน้ำที่ต้องการ ซึ่งเกิดจากความขี้เกียจของช่างในการหาระดับน้ำ หาความลาดเอียง ส่วนใหญ่จะกะด้วยสายตา ปัญหาเช่นนี้เราพบมากที่สุด การแก้ไขทำยาก นอกจากเทพื้นใหม่ให้ได้หลักเกณฑ์ดังกล่าว เราพบปัญหานี้กับพื้นหรือลานโล่งต่าง ๆ และที่เป็นปัญหามากที่สุดคือกับพื้นดาดฟ้าซึ่งเป็นพื้นปูนเรียบ น้ำที่ขังอยู่จะค่อย ๆ ซึมผ่านตัวคอนกรีต (หลังคา) ลงไป และเลยไปยังฝ้าเพดาน เหล่านี้คือปัญหาทั้งสิ้น

การแก้ไขโดยปูหรือทาวัสดุกันซึมชนิดต่าง ๆ นั้นก็ได้ผล แต่ควรทำพื้นให้มีความลาดเอียงไปยังท่อระบายน้ำ ซึ่งจะต้องกำหนดไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การหาระดับลาดเอียงจะช่วยให้น้ำขังน้อยที่สุด ปัญหาการรั่วซึมก็จะไม่เกิด เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติเช่นกันในการทำพื้นห้องน้ำ

หลังคารั่ว หลังคารั่วมีหลายกรณี ส่วนใหญ่เกิดจากรอยต่อของหลังคารูปทรงต่าง ๆ โอกาสที่จะรั่วจากแผ่นกระเบื้องหลังคานั้นมีไม่มาก นอกจากมุงหลังคาผิดวิธี สาเหตุที่เราพบบ่อยก็คือรั่วจากแนวปีกนกบังขอบหลังคา รั่วจากรางน้ำ

ประการแรกจะพบมากที่สุด เพราะการยาแนวปีกนกกับหลังคามักจะไม่เรียบร้อยแน่นหนา  น้ำซึมผ่านได้ และปูนที่ใช้ยาแนวนั้นก็ไม่ได้กันน้ำแท้จริง จึงต้องเพิ่มความพิถีพิถันในการทำ และควรใช้วัสดุยาแนวโดยตรง

ประการที่สองคือ น้ำรั่วจากรางน้ำมักมาจากการเอ่อล้นเพราะรางน้ำ ท่อระบายน้ำอุดตัน น้ำจึงเอ่อล้นย้อนเข้ามาภายในโครงหลังคาและไหลผ่านฝ้าลงมา การแก้ไขคือ ควรทำท่อระบายให้ใหญ่พอ อย่างน้อยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 นิ้ว และต้องใช้หัวกะโหลกครอบปากท่อระบายเพื่อป้องกันการอุดตันเฉียบพลัน รางระบายน้ำชุดหนึ่ง ๆ ควรมีท่อระบายน้ำให้มากและทันต่อการระบายน้ำ ควรอยู่ที่หัวมุมต่าง ๆ ถ้ารางน้ำมีช่วงยาวมากก็ให้เพิ่มท่อระบายน้ำที่ช่วงกลาง

ระบบปรับอากาศ ถือเป็นงานระบบทางวิศวกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับการติดตั้งของช่างหรือวิศวกร ปัญหาคือเลือกใช้เครื่องปรับอากาศไม่เหมาะกับห้อง เช่น ใช้ขนาดเล็กเกินไป ความเย็นไม่เพียงพอ วางในตำแหน่งผิด ทำให้ได้ความเย็นไม่ทั่วถึง หรือเครื่องต้องทำงานตลอดเวลา แต่ปัญหาที่เราพบได้คือน้ำรั่วจากเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากท่อระบายน้ำไม่แน่นหนา ไม่อยู่ในระดับลาดเอียงให้น้ำระบายได้ง่าย อีกปัญหาหนึ่งก็คือมีน้ำแข็งเกาะที่หน้ากาก ซึ่งปัญหานี้มีสาเหตุมาจาก 2 กรณี คือ

1. ใช้เครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่กว่าปริมาตรของห้อง ทำให้ห้องเย็นมากแม้ปรับอุณหภูมิให้สูง แต่เครื่องยังมีประสิทธิภาพในการทำความเย็นมากอยู่ ซึ่งทำให้เกิดน้ำแข็งเกาะดังกล่าว

2. น้ำยาแอร์ไม่พอเพียง ทำให้ไม่สามารถดึงความร้อนจากห้องได้หมด ห้องจะไม่เย็น แต่น้ำยาแอร์ในส่วนที่สามารถทำงานได้จะไปทำให้หน้ากากแอร์เย็นและเกิดน้ำแข็งเกาะ ในขณะที่ห้องร้อนกว่าก็จะไปละลายน้ำแข็งที่เกาะนั้นให้หยดลงพื้นเป็นปัญหาตามมาอีก การแก้ไขคือต้องเติมน้ำยาแอร์ให้เต็มตามกำหนด อาการเช่นนี้ช่างจะทราบดี นอกจากนี้แล้วการเปิดแอร์ควรตั้งระดับความเร็วพัดลมอยู่ปานกลาง เพื่อพ่นอากาศที่ปรับแล้วออกมาที่ห้องได้เร็วและมาก เป็นการถ่ายเทและปรับอากาศในห้องได้ทั่วถึง หลายครั้งเราจะพบว่าหากตั้งอุณหภูมิต่ำ พัดลมเป่าค่อยจะทำให้เกิดน้ำแข็งเกาะที่หน้ากากได้เช่นเดียวกัน และปัญหาดังกล่าวก็จะตามมา กรณีนี้เราจะเห็นว่าที่เครื่องปรับอากาศจะมีปุ่มตั้งความเร็วพัดลมอัตโนมัติเพื่อปรับความเร็วลมตามอุณหภูมิของเครื่อง เพื่อป้องกันน้ำแข็งเกาะ และยังช่วยปรับอากาศภายในห้องได้ทั่งถึง

ในกรณีที่เราใช้เครื่องปรับอากาศขนาดพอเหมาะกับห้อง เราไม่จำเป็นต้องตั้งอุณหภูมิให้ต่ำ เช่น 22-25 องศาเซลเซียส แต่สามารถตั้งได้ที่ 27 องศาเซลเซียส เพราะเครื่องจะทำให้ห้องเย็นได้ตามสมรรถนะ และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นถึง 27 องศาเซลเซียส เครื่องก็จะตัดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ ช่วยทำให้ประหยัดไฟและเมื่ออุณหภูมิห้องร้อนขึ้นอีก เครื่องก็จะสั่งให้คอมเพรสเซอร์ทำงาน วิธีนี้ช่วยประหยัดไฟ รักษาสมรรถนะของเครื่องและไม่ทำให้ห้องเย็นเกินความจำเป็น

ระบบไฟฟ้า ทั้งระบบไฟฟ้าใช้และระบบไฟฟ้าแสงสว่างเป็นระบบที่มีปัญหาไม่มากนัก เพราะการเดินสายติดตั้ง ดวงโคม ปลั๊ก เป็นไปตามมาตรฐาน ถือเป็นข้อดีกว่าระบบอื่น ๆ ปัญหาที่เกิดมักมาจากการใช้ไฟเกินปริมาณที่จะใช้ได้ จากที่ขอเอาไว้กับการไฟฟ้า ฯ ทำให้ไฟดับเพราะฟิวส์ที่มิเตอร์จะขาด การแก้ไขคือพยายามเฉลี่ยการใช้ไฟ อย่าเปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกัน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องขอไฟเพิ่มมากขึ้นจากปกติ 15 แอมป์เป็น 50 แอมป์ขึ้นไป

ระบบน้ำ ระบบน้ำในที่นี้คือระบบน้ำใช้และน้ำทิ้ง ซึ่งถือว่าเป็นตัวปัญหามากที่สุดของอาคารแทบทุกชนิด เพราะการรั่วซึม เปียกชื้น จะทำให้วัสดุต่าง ๆ เสียหาย เราจะเห็นว่าปัจจุบันแทบทุกครัวเรือนจะต้องใช้ปั๊มน้ำเพื่อช่วยให้น้ำแรงและไปยังบริเวณต่าง ๆ ของบ้านได้ทั่วถึงปั๊มที่ใช้เป็นปั๊มแรงดัน เมื่อเปิดน้ำใช้ ปั๊มก็จะทำงานดันน้ำไป เมื่อปิดน้ำ ปั๊มก็จะหยุด แต่ปัญหาก็คือ ปั๊มมักจะทำงานเป็นช่วง ๆ ทั้งที่ไม่ได้เปิดน้ำใช้ สาเหตุก็คืออุปกรณ์และสุขภัณฑ์ที่ต้องใช้น้ำหรือนำน้ำมีการรั่วซึม ซึ่งจะให้ลักษณะเหมือนโรงเปิดน้ำใช้ เมื่อทั้งน้ำและอากาศเล็ดลอดออกไป ปั๊มก็จะทำงานทันที ทำให้เปลืองไฟโดยใช่เหตุ ดังนั้นในการเดินท่อและอุปกรณ์ต่าง ๆ จะต้องพิถีพิถันไม่ให้เกิดจุดรั่วไหล เช่นข้อต่อท่อต่าง ๆ และที่เป็นปัญหาชัดเจนที่สุดคืออุปกรณ์น้ำใช้ เช่น ก๊อกน้ำ ฝักบัวชำระ ระบบน้ำชำระโถปัสสาวะ หม้อน้ำชักโครก เหล่านี้จะมีการใช้น้ำและน้ำเข้ามาแทนที่ตลอดเวลา ถ้ามีการรั่วซึมแม้เพียงเล็กน้อย ในที่สุดน้ำที่พร่องไปก็จะถูกทดแทนโดยแรงดันน้ำเข้าซึ่งจะสั่งให้ปั๊มทำงานทุกครั้ง การประกอบติดตั้งต้องให้เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ระวังเรื่องเม็ดกรวดทราย คราบสกปรก ไปขวางวาล์วหรือแผ่นเปิดปิดน้ำของอุปกรณ์นั้น ๆ ทำให้น้ำรั่ว ปั๊มก็จะทำงาน ดังนั้นถ้าเจอปัญหาเหล่านี้ ไล่ตรวจดูอุปกรณ์ใช้น้ำต่าง ๆ ก่อน จากนั้นถ้าทำได้ให้ดูข้อต่อท่อ ข้อสำคัญ การใช้ปั๊มพวกนี่ควรใช้ขนาดแรงดันที่พอเหมาะ ทำให้ประหยัดไฟ ประหยัดค่าซื้อ การใช้แรงดันที่มากไปจะทำให้แรงดันในท่อน้ำทั้งระบบสูง ทำให้ข้อต่อหลุด อุปกรณ์น้ำหลุด หรือมีน้ำรั่วซึม การเลือกใช้อุปกรณ์ราคาถูกมักไม่ได้มาตรฐาน วาล์วปิดเปิดคุณภาพไม่ดี น้ำรั่วซึมง่าย เหล่านี้ทำให้ปั๊มน้ำทำงานโดยไม่จำเป็นได้ทั้งสิ้น

ปัญหาต่าง ๆ ของบ้านเท่าที่พบบ่อยมักจะเป็นเรื่องน้ำรั่วซึม อย่างห้องน้ำนั้นนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังพบได้บ่อยว่ามีน้ำซึมจาก (พื้น) ห้องน้ำลงข้างล่าง สาเหตุมาจากแนวที่ฝังท่อผ่านพื้น ได้แก่ ท่อส้วม ท่อน้ำทิ้ง ทั้งจากท่อระบายน้ำที่พื้น ท่อระบายน้ำจากห้องอาบน้ำ จากอ่างอาบน้ำ ดังนั้นการทำงานจะต้องเข้มงวดในการเจาะ ฝังท่อ และการยาแนวกินน้ำ แต่ถ้าเกิดปัญหาหลังจากนั้นจะต้องสกัดแนวโดยรอบอีกนิดให้เกิดเป็นแนวลึกและกว้างอย่างน้อย ½-1 เซนติเมตร แล้วอุดด้วยสารยาแนวชนิดต่าง ๆ เช่นซิลิโคนที่ใช้กับตู้ปลา หรือกัมกรีต

ปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและพบได้เสมอ หากจะมีมากกว่านี้ก็เป็นปัญหาเฉพาะกรณีที่เกิดจากสภาพการต่าง ๆ กัน มักขึ้นอยู่กับโครงสร้าง ระบบวัสดุ ถ้ามีกรณีพิเศษใดที่น่าสนใจจะสรุปมาให้ทราบกันอีกที…สวัสดี

February 26th, 2008 by admin | No Comments »

ห้องน้ำในสวน

การใช้ต้นไม้ตกแต่งอาคารบ้านเรือนนั้น เป็นเรื่องปกติที่ทำแล้วได้บรรยากาศสดชื่น สวยงาม และทำกันทุกบ้านเมือง ความแตกต่างอยู่ที่รูปแบบการจัดวาง ภาชนะ และชนิดของต้นไม้ การทำดังนี้ก็คือ การนำต้นไม้ การนำสวนไปไว้ในอาคารบ้านเรือน แต่ถ้าจะนำห้องหับต่างๆ มาไว้ในสวนนั้นจะเป็นไปได้ไหม

เราจะเห็นได้บ่อย ๆ ว่า ห้องน้ำจะถูกตกแต่งประดับประดาด้วยต้นไม้หลากหลายรูปแบบ ทั้งประดับด้วยไม้กระถางและจัดพื้นที่สำหรับการตกแต่งสวน ที่เป็นดังนั้นก็เพราะห้องน้ำเป็นห้องที่ให้ความสุขสดชื่นในการใช้ ต้นไม้และสวนจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศของความสดชื่นดังกล่าว แต่ถ้าเราคิดลึกไปมากกว่านั้น คือปลูกต้นไม้ทำสวนในห้องน้ำมาก ๆ จนกลายเป็นสวนไปทั้งหมดจนห้องน้ำที่ว่ากลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสวน ไม่ใช่สวนเป็นองค์ประกอบของห้องน้ำ ถามว่าเป็นไปได้ไหม มีอะไรที่งานออกแบบจะทำไม่ได้ อยู่ที่ว่าจะมีผู้นำความคิดอย่างนี้ไปใช้หรือไม่ คำตอบคือมี แต่ไม่น่าจะมาก ถ้าอ่านคอลัมน์นี้จบ คงจะมีคนเข้าใจและเห็นภาพมากขึ้น

การทำห้องหรือบริเวณใช้สอยในสวนนั้นสามารถทำได้หลายห้อง ได้แก่ ห้องอาหาร ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ และห้องทำงาน โรงรถและโถงบันได ห้องอื่น ๆ นอกจากนี้ก็คือไม่ได้ ก็ลองพิจารณาดูว่าไม่ได้เพราะอะไร การทำห้องหรือบริเวณใช้สอยในสวนนั้นก็เพื่อต้องการให้สวนเป็นจุดเด่นของการใช้สอย ต้องการความเขียวสดชื่น ต้องการบรรยากาศ โดยกิจกรรมนั้น ๆ แทรกตัวอยู่ในสวน การทำห้องน้ำในสวนนั้นมีข้อต้องพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ดังนี้

  • พื้นที่ พื้นที่ทำสวนห้องน้ำอย่างนี้จะมากกว่าปกติ จะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับรูปแบบของสวนและขนาดห้องน้ำที่หมายถึงส่วนใช้สอยต่าง ๆ รวมถึงสุขภัณฑ์
  • บริเวณจัดสวน ปลูกต้นไม้ บริเวณจัดสวนที่ได้จากรูปแบบของสวน คือขอบเขตของพื้นที่และตำแหน่งที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ที่จะทำห้องน้ำ งานระบบที่เกี่ยวข้องกับงานจัดสวน สุขภัณฑ์ที่จะต้องแทรกตัวอยู่ในสวน จะต้องคิดไปพร้อมกัน
  • พื้นที่ที่จะจัดสวน จะต้องจัดเตรียมเอาไว้เป็นพิเศษ ได้แก่ขอบเขตพื้นที่สำหรับใส่ดินหรือวัสดุปลูก ระบบการระบายน้ำ การกันซึมกันรั่ว แสงสว่างที่จะเข้าถึง ความแข็งแรงของระบบพื้นเพื่อรับน้ำหนักของดินปลูกและต้นไม้
  • การบำรุงดูแลและการให้น้ำ การระบายน้ำจากบริเวณห้องน้ำและระบบรวมของสวนกับห้องน้ำ คือ การเดินท่อน้ำดี ท่อน้ำทิ้ง การทำความสะอาดได้ทั้งระบบ
  • รูปแบบของสวนกับรูปแบบของห้องน้ำ ห้องน้ำในลักษณะนี้จะให้สวนเป็นจุดเด่น มีส่วนใช้สอยและสุขภัณฑ์เป็นองค์ประกอบแต่มีข้อคิดว่า ต้องเป็นองค์ประกอบที่ใช้งานได้ดีไม่ต่างหรือดีกว่าห้องน้ำปกติ

ปัญหาของน้ำก็คือการรั่วซึม โดยเฉพาะกับงานจัดสวนที่จะต้องมีการให้น้ำแก่พืช พื้นที่ปลูกต้นไม้จัดสวนจะต้องรับน้ำโดยปริยาย การระบายน้ำและการกันน้ำรั่วซึมจึงเป็นเรื่องสำคัญในเวลาเดียวกัน นอกจากน้ำแล้ว พืชก็ยังต้องการแสงเพื่อใช้ปรุงอาหาร ห้องน้ำลักษณะนี้จึงต้องได้รับแสงสว่างเพียงพอสำหรับสวนและต้นไม้ที่ปรากฏ ความคิดเพียงว่าจะออกแบบและจัดสวนโดยใช้เพียงไม้ในร่ม (แก้ปัญหาแสงสว่างส่องเข้ามาได้น้อย) นั้นกลับไม่ถูกต้อง เพราะไม่ว่าจะเป็นไม้ในร่มชนิดใดก็ต้องการแสงสว่างทั้งสิ้น ในที่ร่มตลอดเวลา แสงแดดเข้าไม่ถึงไม้ในร่มนั้น ๆ จะอยู่ได้เพียงระยะหนึ่งแล้วก็จะเริ่มทรุดและตายในที่สุด การนำแสงสว่างเข้ามาในห้องน้ำอย่างนี้ทำได้ 2 บริเวณ คือ เข้าทางหลังคา ที่เรียกว่าช่องแสง หลังคา (SKYLIGHT) และเข้าทางหน้าต่างหรือช่องแสง บริเวณหลังคาต้องคำนึงถึงการรั่วซึมของน้ำฝน บริเวณหน้าต่างหรือช่องแสงก็ต้องคำนึงถึงความเป็นสัดส่วนมิดชิด ในทำนองเดียวกัน แสงก็ต้องเข้าถึงอย่างพอเพียง จึงขึ้นอยู่กับการออกแบบทางสถาปัตยกรรม

การออกแบบห้องน้ำโดยการกำหนดส่วนใช้สอยและสุขภัณฑ์ต่าง ๆ แทรกตัวอยู่ในสวนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ให้คำนึงถึงลักษณะการใช้สอยในแต่ละบริเวณ การใช้สอยสุขภัณฑ์ต่าง ๆ ว่ามีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร ในทางปฏิบัติไม่จำเป็นจะต้องยึดตามหลักการจัดผังห้องน้ำทั่วไปสุขภัณฑ์และบริเวณใช้สอยต่าง ๆ อาจจะกระจายตัวแทรกอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของสวน อย่าลืมว่าห้องน้ำในสวน สวนย่อมเป็นจุดเด่นของพื้นที่ทั้งหมด เราจะเห็นสวนมากกว่าเห็นห้องน้ำด้วยซ้ำไป ทัศนียภาพที่นำมาเสนอทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างที่ดูว่าน่าสนใจ และสามารถนำไปใช้ไปพัฒนาต่อได้

February 26th, 2008 by admin | No Comments »

ฮวงจุ้ยกับตำแหน่งที่ดิน

เรียน คุณวรวิทย์

ผมและภรรยาได้ติดตามอ่านหนังสือ “บ้านและสวน” ทุกฉบับมาประมาณหนึ่งปีแล้ว เราได้ซื้อที่ดินเปล่าไว้แปลงหนึ่ง เนื้อที่ประมาณ 12 ตารางวา ตอนนี้เราจะปลูกบ้าน ผมและภรรยาติดใจแบบบ้านที่คุณวรวิทย์ออกแบบให้คุณกตัญญูตา ใจหลี ในฉบับที่ 303 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2544 ทั้งแบบแปลนและห้องต่าง ๆ ของตัวบ้านและการเล่นระดับถูกใจผมและภรรยามาก เราตกลงใจให้ช่างสร้างตามในหนังสือทุกอย่าง

แต่ผมมีปัญหา คือ ที่ดินของผมด้านหน้าจะติดกับโค้งถนน (ตามแบบที่ผมร่างมาให้) แต่ไม่ใช่ถนนใหญ่นะครับ เป็นถนนลาดยางรอบ ๆ หนองน้ำธรรมชาติของเทศบาล ผมเลยอยากจะขอคำแนะนำเกี่ยวกับ “ฮวงจุ้ย” ของบ้านและที่ดินว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ควรจะแก้ไขจุดบกพร่องตรงไหน อย่างไร และประตูหน้าบ้านควรจะอยู่ทางทิศใดจึงจะเหมาะสม หวังว่าคงจะไม่รบกวนคุณวรวิทย์มากเกินไปนะครับ ผมมีโครงการจะปลูกบ้านเร็ว ๆ นี้ กรุณาตอบผมในฉบับต่อไปด้วยนะครับ

อีกนิดหนึ่งนะครับ ขอความกรุณาคุณวรวิทย์ช่วยออกแบบบ้านบนเนินเขาสักหลังนะครับ เป็นบ้านชั้นเดียว ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีเตาผิง มีระเบียงไว้รับลมหนาวตอนเช้า ๆ ผมอยากได้บ้านอิฐสีธรรมชาติสลับกับไม้แบบเรียบ ๆ ให้เข้ากับบรรยากาศทางเหนือด้วยนะครับ หวังว่าคงจะไม่ขอมากเกินไปนะครับ

สราวุทธ - สุดาพร ศรีพิทักษ์
เชียงราย

ผมไม่ใช่นักภูมิพยากรณ์ แต่ก็ต้องสัมผัสกับศาสตร์ “ฮวงจุ้ย” มาโดยตลอด ทั้งการออกแบบบ้าน ออกแบบสวน ผมจึงอิงศาสตร์นี้ตามเหตุและผลในเชิงกายภาพและสถาปัตยกรรมเท่านั้น

อย่างอื่นที่ไม่มีผลเสียต่อวิชาสถาปัตยกรรมผมย่อมรับได้ ปัจจุบันเจ้าของบ้านหลายรายให้ความเชื่อถือกับศาสตร์นี้มาก บางท่านถึงกับใช้เป็นสิ่งที่จะชี้เป็นชี้ตายให้กับตนเองมากกว่าดูสภาพความเป็นจริงของตนเอง  ทั้งขนาด ทำเลที่ตั้งของที่ดิน และเงินในกระเป๋า โชคดีที่พวกเราส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ เรามี “ธรรมะ” ที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่เยี่ยมยอด คือ “การเดินสายกลาง” พร้อมกับมรรค 8 ดังนั้นหากจะทำอะไร เชื่อถืออะไร ก็ให้ยึด “สายกลาง” เข้าไว้ ชีวิตจะเป็นสุข แปลว่าการแข็งและอ่อนเกินไปชีวิตจะมีทุกข์ เรื่องราวของภูมิพยากรณ์นั้น ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เนื้อหา แต่อยู่ที่ผู้ที่เอาเนื้อหานี้ไปใช้ ไปสรุป และตัดสิน ซึ่งกล้าสรุปได้ว่าผลออกมาไม่เหมือนกัน อย่างนี้แล้วเราจะทำอย่างไร จะเชื่อหรือต้องทำอย่างไรกับข้อมูลที่แตกต่างกัน เป็นประเด็นสำคัญอันดับแรกที่ “ซินแส” ทั้งหลายต้องหารือกันว่าเราจะสรุปคำตอบในเรื่องเดียวกัน ตัวแปรเดียวกัน ให้เหมือนกันได้อย่างไร

ประเด็นที่สอง คือ การนำข้อมูลของฮวงจุ้ยมาใช้ควรจะเป็นการแก้ไข แก้เคล็ด และแก้ปัญหาให้เจ้าของบ้านตามศาสตร์นั้น ๆ ด้วยเหตุผลในเชิงปฏิบัติ มิใช่ตั้งตัวเป็นเผด็จการ สั่งให้รื้อ ทุบ หรือปรับเปลี่ยนผนังอาคารโดยไม่มีข้อแม้และขัดแย้งกับความเป็นจริงในเชิงกายภาพของอาคาร (ผมไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างในเรื่องนี้)

สองประเด็นนี้แหละครับที่จะทำให้ “ฮวงจุ้ย” อยู่กับมนุษย์ในภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้ง “ฐานะ” ของเขาได้ในปัจจุบัน ดังนั้นกรณีที่คุณสราวุทธถามมานั้น ผมจะตอบในเชิงของวิชาสถาปัตยกรรมและฮวงจุ้ยผสมกันไป

ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว บ้านที่ปลูกอยู่หน้าหนองน้ำธรรมชาติซึ่งมีถนนล้อมรอบนั้นถือว่าเป็นทำเล “ชัยภูมิ” โดยเฉพาะที่ดินที่หันไปทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ ตัวบ้านจะได้ความชุ่มชื้นจากไอน้ำแสงแดดที่ส่องกระทบผืนน้ำในเวลาบ่ายจะสะท้อนออกจากตัวบ้าน จึงหมดปัญหาเรื่องแสงสะท้อนเข้าบ้าน ที่ดินของคุณมีถนนล้อมสองด้าน คือทิศตะวันออกและทิศใต้ ทำประตูรั้วได้ทั้งสองทางแต่ควรเลือกด้านทิศใต้ เพราะโรงรถจะช่วยบังแดดอ้อมใต้ได้มาก ประการสำคัญ จากถนนหลวงจะเข้าถึงที่ดินก่อน โดยวิ่งจากทิศใต้เลี้ยวขวาขึ้นไปก็ถึงที่ดินแล้ว ระเบียงหน้าบ้านควรทำหลังคายื่นคลุมให้พอเหมาะ แล้วจัดวางห้องอยู่อาศัย ห้องอาหาร ไปทางทิศตะวันออก (เห็นหนองน้ำ) ก็จะดีมาก

คงตอบคำถามให้คุณได้มากพอ สำหรับแบบบ้านที่ขอมานั้น ผมได้ออกแบบเอาไว้เป็นระยะ ๆ ในคอลัมน์ “บ้านในฝัน” ลองพลิกดูเล่มเก่า ๆ นะครับ

February 26th, 2008 by admin | No Comments »

ปัญหานักศึกษา

นานมาแล้วมีนักศึกษาเขียนมาถามปัญหาหนึ่งทางนิตยสาร ผมเห็นว่าน่าสนใจดีเลยนำมาให้อ่านกันครับ

คือตอนนี้หนูอายุ 17 ปี เรียนที่วิทยาลัยเทคนิค แผนกเทคนิคสถาปัตย์ อยู่ปี 3 อยากให้คุณอาแนะนำการระบายสี เพราะอาจารย์ให้วาดภาพ ออกแบบใส่ในกระดาษร้อยปอนด์ ว่าทำอย่างไรงานจึงจะออกมาดูดี ควรใช้สีอะไร ความหนักเบาของเงา เฉด และชาโดว์ เพราะอาจารย์ที่วิทยาลัยส่วนมากจะให้นักศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเอง นี่แหละค่ะคือปัญหาอันใหญ่ยิ่งของเพื่อนนักศึกษาในห้อง บางคนเขาท้อกับการค้นคว้าเอง และเพื่อนบางคนจึงไม่อยากเรียนด้านนี้ หนูเสียดายแทนเพื่อนค่ะ เพราะนี่ก็จบ ปวช. แล้ว ต่อไปก็คงต้องต่อ ปวส. และหนูอยากให้คุณอาแนะนำว่าควรจะต่ออะไรดี คือหนูชอบงานด้านออกแบบตกแต่งภายในและภายนอกมาก แต่ฝีมือไม่ดี และก็สนใจงานด้านการก่อสร้างอยู่เหมือนกัน แต่หลักสูตรที่หนูเรียนมามีแต่วิชาออกแบบสถาปัตย์ ออกแบบตกแต่งภายใน เขียนแบบก่อสร้าง ภาพร่าง วิชาวิธีและวัสดุก่อสร้างและกลศาสตร์โครงสร้าง และก็วิชาสามัญ คุณอาว่าถ้าหนูจะพยายามศึกษาข้อมูลของวิชาการก่อสร้างก่อนจะจบ แล้วต่อก่อสร้าง คุณอาว่าจะสามารถเรียนต่อกับผู้ที่จบด้านก่อสร้างโดยตรงได้หรือไม่คะ และเรื่องที่หนูจะรบกวนอีกเรื่องหนึ่ง คือ ในฐานะที่คุณอาเป็นสถาปนิกคนหนึ่ง คือหนูอยากทราบว่าคุณอาเรียนวิชาอะไรบ้างในขณะเป็นนักศึกษา

บุณฑยารัตน์

ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณที่หนูยังนึกถึงคนแก่ เพราะอารู้สึกว่าเด็ก ๆ สมัยนี้จะมีโลกมีกลุ่มมีเพื่อนของตัวเอง มีแนวความคิดที่แตกต่างจากเมื่อก่อน มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และมีสิ่งบันเทิงเริงรมย์ตามวัยมากมายกว่าสมัยของอา โดยเฉพาะกับกลุ่มดาราวัยรุ่น นักร้อง นักแสดง ที่มีมากมายยั้วเยี้ยไปหมด ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

อาขอชมหนูว่าเป็นเด็กที่รักและสนใจการเรียนมาก ดูจากสำนวนจดหมายแล้วบอกได้ว่าเขียนออกมาจากใจ แต่คำปรึกษาของหนูนั้นไม่อาจจะแก้ปัญหาให้หนูได้โดยกระดาษและข้อมูลไม่กี่บรรทัด แต่จะต้องประกอบไปด้วยการฝึกฝน การทำงานอย่างจริงจัง และต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม เมื่อหนูปรึกษามา อาก็จะจับประเด็นตอบให้หนูดังนี้นะจ๊ะ

  

  1. การเรียนทางด้านเทคนิคสถาปัตย์นั้นเป็นพื้นฐานที่จะทำงานเป็นผู้ช่วยสถาปนิก ตั้งแต่การเขียนแบบ การเสนอ (PRESENT) แบบ การใช้คอมพิวเตอร์ในการออกแบบ (AUTO CAD, CAD-CAM) การใช้กรรมวิธีในการออกแบบเชิงวิศวกรรม เชิงการก่อสร้าง การเรียนในสายวิชานี้สามารถเรียนจนจบอนุปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงในเชิงสถาปัตยกรรมได้ และสามารถต่อสายสามัญเพื่อเอาปริญญาทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ได้ เพื่อน ๆ ที่ไม่อยากเรียนทางนี้คงเป็นเพราะไม่รู้จะเรียนอะไร เพราะคนที่เรียนทางนี้ส่วนใหญ่จะมีหัวทางงานขีดเขียนทั้งสิ้น อาอยากจะบอกว่า การเรียนไม่ว่าจะสาขาวิชาใด สายใด จำเป็นต้องมีการค้นคว้าทั้งสิ้น เพื่อทราบประวัติศาสตร์ ทราบทฤษฎี ทราบข้อมูลประกอบต่าง ๆ ไม่เช่นนั้นเราจะออกแบบสถาปัตยกรรมที่ดีไม่ได้ เหมือนกับการออกแบบรถยนต์ เราจะต้องรู้เรื่องเชิงเทคนิควิศวกรรมทางกลศาสตร์ พลศาสตร์ ทางสรีรวิทยา ทางแสงสีและเสียง และเรื่องราวของระบบเครื่องยนต์ต่าง ๆ ดังนั้นไม่ใช่ว่ามีกระดาษบนโต๊ะแล้วจะเขียนรูปรถยนต์ออกมาได้เลย และถ้าได้ก็เป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น

ดูเหมือนว่าหนูจะขอบทั้งงานสถาปัตยกรรม งานตกแต่งภายใน (มัณฑนศิลป์) และงานก่อสร้าง อาแนะนำให้หนูเรียนหรือฝึกฝนทางมัณฑนศิลป์จะเหมาะกับหนูในทุกกรณี เนื่องจากเป็นผู้หญิง การออกไปตรากตรำสมบุกสมบันในงานก่อสร้างนั้นคงไม่เหมาะกับผู้หญิงกระมัง เรื่องฝีมือไม่ดีนั้นสามารถฝึกฝนกันได้ และถ้ามีความพยายาม ความตั้งใจจริง หนูก็จะทำได้ดีกว่าเกณฑ์ปกติ เรื่องงานที่อาจารย์มอบหมายให้นั้นก็เป็นการเรียนตามปกติของสาขาวิชาชีพนี้ อาจารย์เขาอาจให้หลักการ แต่เขาจะไม่จับมือหนูทำเป็นอันขาด เหมือนการเรียนสถาปัตยกรรมที่อาจารย์จะให้โจทย์เพื่อการออกแบบ เช่น ให้ออกแบบตึกสำนักงาน “บ้านและสวน” หนูก็ต้องไปศึกษาว่า “บ้านและสวน” ประกอบด้วยบุคลากรประเภทใด ทั้งหมดกี่คน แต่ละคนแต่ละกลุ่มมีกิจกรรมประเภทใด ต้องใช้พื้นที่และลักษณะการทำงานอย่างไร ฯลฯ แล้วเอาข้อมูลเหล่านี้ไปออกแบบเป็นตัวอาคารออกมา ดังนั้นปัญหาอันยิ่งใหญ่ของเพื่อนหนูก็คือเรื่องปกติในการเรียนในวิชาชีพนี้ ดังนั้นเราจะท้อไม่ได้ เพราะมันคือ “หัวใจ” ของการเรียน วิชาชีพนี้เป็นวิชาชีพสร้างสรรค์แต่สิ่งสวยงามที่มีประโยชน์ใช้สอย เป็นวิชาที่สนุกสนานกว่าวิชาทางสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์แขนงต่าง ๆ โจทย์ของหนูคือ จะวาดภาพอย่างไรให้ออกมาดูดี มีความสวยงาม การค้นคว้าที่ง่ายที่สุดคือดูจากหนังสือเกี่ยวกับ PAINTING ทั้งสีน้ำ สีน้ำมัน สีอะคริลิก ซึ่งจะมีวิธีการบอกไว้ จากนั้นให้ลอกงานนั้น ๆ จากที่เห็นในหนังสือตามขั้นตอน นั่นคือการฝึกฝน และจะเริ่มมีความเข้าใจไปเอง เมื่อฝึกฝนบ่อย ๆ ความชำนาญก็จะเกิดขึ้น ฝีมือก็จะพัฒนาไปเอง ข้อสำคัญอย่าเล็งผลเลิศเอาไว้มากนัก จะได้ไม่ท้อเมื่อยังทำไม่ได้ดี

อาลองค้นงานเขียนสีน้ำ สีอะคริลิก ที่เคยทำไว้ในลักษณะของการคัดลอกและเขียนขึ้นเองให้หนูดูเป็นแนวทาง เผื่อจะช่วยจุดประกายความคิดความตั้งใจได้บ้าง ตัวอย่างนี้ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีเลิศ แต่เป็นความพยายามของอาที่เกิดจากความอยากและความชอบในการเขียนสีน้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานโดยตรงต่องาน PRESENT รูปลักษณ์และบรรยากาศทางสถาปัตยกรรม

หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์เพื่อประกอบอาชีพสถาปนิกนั้น สมัยอาก็เกือบยี่สิบปีแล้ว เรียกว่าตอนอาเรียนจบปริญญาตรีหนูก็เกิดพอดี ดังนั้นอาจจะล้าหลังไปแล้ว เราจะเรียนทั้งวิชาสามัญ วิชาคำนวณเพื่อใช้กับวิชาคำนวณโครงสร้างทางวิศวกรรม วิชาศิลปะแขนงต่าง ๆ เป็นพื้นฐาน โดยเฉพาะ DRAWING PAINTING (อาเอางาน DREWING ให้หนูดูด้วยแล้ว) วิชาออกแบบทั่วไป วิชาออกแบบสถาปัตยกรรม วิชาเขียนแบบก่อสร้าง วิชาประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรม วิชาประกอบเกี่ยวกับแสง เสียง วิชาการวางผังชุมชน ผังเมือง วิชาประมาณราคา วิชาการจัดการ วิชาเกี่ยวกับภูมิสถาปัตยกรรม วิชาพืชสวน แล้วก็ปิดท้ายด้วยการวิจัยเตรียมตัวทำวิยานิพนธ์ และการออกแบบวิทยานิพนธ์เป็นผลงานสุดท้ายก่อนจะสำเร็จการศึกษา  

การเรียนในวิชาชีพใด ๆ นั้น เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วใช่ว่าจะเป็นนักวิชาชีพในสาขานั้น ๆ อย่างเต็มตัว แต่จะต้องทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และพัฒนาตนเองตลอดไป วิชาชีพเหล่านี้นอกจากการเรียนแล้ว ความสารรถ พรสวรรค์ ก็ทำให้แต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากัน อย่างการเขียนทัศนียภาพสวย ๆ นั้นใช่ว่าจะทำกันได้ทุกคน การเป็นสถาปนิกที่มีแนวคิด มีการออกแบบดี ๆ นั้น ก็ใช่ว่าจะเป็นกันได้ทุกคน ตัวอาเองยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นสถาปนิก และถ้าจะเป็นก็คงประเภทหางแถวด้วยซ้ำ

อาดีใจที่ “บ้านและสวน” นั้นเป็นประโยชน์ต่อทุกคน โดยเฉพาะกับนักเรียนนักศึกษา เพราะพวกหนูก็จะมาแทนที่อาในเวลาต่อไป ถ้าหนูรู้และมีความสามารถน้อยกว่าอา ประเทศเราก็จะเจริญอย่างเชื่องช้า การพัฒนาด้านต่าง ๆ ก็จะไม่เกิด ประเทศเพื่อนบ้านก็จะแซงหน้าเราไป อย่างนี้น่าเป็นห่วงมาก อาขอให้เยาวชนทุกคนเป็นเด็กดี มีความคิด มีความตั้งใจในการศึกษามาก ๆ อย่างหนูนะจ๊ะ

February 26th, 2008 by admin | No Comments »